ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ “ความเชื่อมั่น” คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเม็ดเงินมหาศาล ทว่าวันนี้ความไว้วางใจกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก เมื่อเหล่ามิจฉาชีพเริ่มนำเทคโนโลยี AI มายกระดับการฉ้อโกงให้แนบเนียนและรวดเร็วกว่าที่เคย รายงาน Sumsub Identity Fraud Report ปี 2568 ระบุสถิติที่น่าตกใจว่า การสแกมด้วยเทคโนโลยี “ดีพเฟก (Deepfake)” ในสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นถึง 158% ภายในปีเดียว สะท้อนให้เห็นว่ากลโกงในปัจจุบันก้าวข้ามแค่การส่งข้อความหลอกลวง ไปสู่การปลอมแปลงเสียงและใบหน้าได้อย่างสมจริงจนแยกไม่ออก
ใช้ AI สยบ AI: เกราะป้องกันการเงินยุคใหม่
ในขณะที่คนร้ายใช้ AI โจมตี ฝั่งผู้ให้บริการระบบชำระเงินอย่าง วีซ่า (Visa) ก็ได้นำเทคโนโลยีเดียวกันมาเป็นโล่ป้องกัน ทุกครั้งที่เราแตะบัตรหรือชำระเงินออนไลน์ ระบบ AI จะวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ทันที โดยเปรียบเทียบธุรกรรมกับฐานข้อมูลนับพันล้านรายการเพื่อมองหาจุดผิดปกติ เช่น อุปกรณ์แปลกปลอมหรือพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ผิดไปจากเดิม
ความน่าสนใจอยู่ที่การใช้ Machine Learning และเทคโนโลยีจาก Featurespace มาสร้างโซลูชันแบบครบวงจร (Adaptive Behavioural Models) ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา ช่วยให้ระบบตรวจจับการทุจริตได้แม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการใช้บัตรหรือการโอนเงินแบบบัญชีต่อบัญชี โดยเป้าหมายสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัยที่เข้มงวด” กับ “ความสะดวกของผู้ใช้งาน” เพื่อไม่ให้ธุรกรรมที่ถูกต้องถูกปฏิเสธโดยไม่จำเป็น
ผนึกกำลังเครือข่ายและเทคโนโลยี Tokenisation
เพราะไม่มีใครสามารถสู้กับอาชญากรไซเบอร์ได้เพียงลำพัง วีซ่าจึงจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ “Visa Scam Disruption Practice” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หากพบการระบาดของเว็บไซต์ลงทุนปลอมในประเทศหนึ่ง ระบบจะอัปเดตโมเดล AI เพื่อป้องกันไม่ให้กลโกงนั้นแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นทันที
นอกจากนี้ เทคโนโลยี “Tokenisation” หรือการเปลี่ยนเลขบัตรจริงเป็นรหัสตัวเลขดิจิทัล ยังเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ช่วยลดอัตราการฉ้อโกงได้สูงถึง 60% ปัจจุบันมีการใช้งานโทเค็นทั่วโลกกว่า 1.75 หมื่นล้านโทเค็น ซึ่งมากกว่าจำนวนบัตรจริงถึง 3 เท่า ทำให้ข้อมูลที่ถูกโจรกรรมไปไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้
อนาคตของ AI และความเชื่อมั่นที่ต้องสร้างตั้งแต่เริ่มต้น
ก้าวต่อไปของโลกการเงินคือการมุ่งสู่ “Agentic Commerce” หรือการมีตัวแทนอัจฉริยะ (AI Agent) ทำหน้าที่ซื้อของหรือจ่ายบิลแทนเรา รวมถึงการใช้เทคโนโลยี “Passkeys” แทนรหัสผ่านแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหม่คือการสร้างมาตรฐานให้ร้านค้าและธนาคารมั่นใจได้ว่าคำสั่งซื้อนั้นมาจาก AI ที่ได้รับอนุญาตจริง ไม่ใช่บอตประสงค์ร้าย
ท้ายที่สุด การออกแบบระบบ AI ในโลกการชำระเงินยุคใหม่จึงต้องยึดถือ “ความเชื่อมั่น” เป็นหลักการพื้นฐานตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกนวัตกรรมที่ออกมาจะช่วยให้การใช้จ่ายไม่เพียงแค่รวดเร็ว แต่ต้องปลอดภัยและน่าเชื่อถืออย่างแท้จริง
บทความโดย วรุณ มหินทรุ หัวหน้าฝ่ายบริการเสริม วีซ่า ประจำสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย







