กฟน. จับมือ สวทช. เปิดตัว “EnPAT” น้ำมันหม้อแปลงปาล์มไทย พลิกโฉมระบบไฟฟ้าสีเขียว เพื่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจฐานราก

กฟน. จับมือ สวทช. เปิดตัว "EnPAT" น้ำมันหม้อแปลงปาล์มไทย พลิกโฉมระบบไฟฟ้าสีเขียว เพื่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจฐานราก

กฟน. (MEA) ผนึกกำลัง สวทช. (NSTDA) และพันธมิตร เปิดตัว EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย นำร่องใช้งานจริงในระบบจำหน่ายไฟฟ้านครหลวงเป็นครั้งแรก พร้อมขับเคลื่อน “Green Electricity” และยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero และการสร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรปาล์มน้ำมันกว่า 4 แสนครัวเรือน

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ณ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ นายดิเรก บุญปิยทัศน์ รองผู้ว่าการวางแผนและนวัตกรรมระบบไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวการใช้งาน EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทยในระบบไฟฟ้าสังคมเมือง โดยมี รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้แทนจากหน่วยงานหลัก เช่น สวทช., บพข., กฟผ., กฟภ., และภาคอุตสาหกรรม ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ถึงการนำนวัตกรรมนี้สู่การใช้งานจริงเพื่อความยั่งยืนของประเทศ

นวัตกรรมเพื่อมหานครที่ยั่งยืน: EnPAT ตอบโจทย์ Net Zero และความปลอดภัย

ดิเรก บุญปิยทัศน์ รองผู้ว่าการ กฟน. เปิดเผยว่า กฟน. ประสบความสำเร็จในการนำร่องใช้งานหม้อแปลงบรรจุ EnPAT เครื่องแรกในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ณ การไฟฟ้านครหลวงเขตลาดกระบัง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความปลอดภัย ความยั่งยืน และวิสัยทัศน์ “ไฟฟ้าสีเขียว” (Green Electricity) ของ กฟน.

การใช้ EnPAT สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 และจะช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าที่สะอาดและมั่นคง นอกจากนี้ Green Electricity ยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Green Data Center ในภูมิภาค ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่สะอาดและมีเสถียรภาพสูง

กรุงเทพฯ ชูความปลอดภัย ลดเสี่ยงอัคคีภัยในชุมชน

รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การนำร่องใช้งาน EnPAT ในแขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง สะท้อนวิสัยทัศน์ของกรุงเทพฯ ในการยกระดับความปลอดภัยของระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดความเสี่ยงจากเหตุ อัคคีภัย ซึ่งจากสถิติของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพฯ ในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) มีเหตุอัคคีภัยที่เกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจร ถึง 1,243 ครั้ง

จุดเด่นสำคัญของ EnPAT คือมี จุดติดไฟสูงกว่าน้ำมันหม้อแปลงทั่วไป ทำให้การลุกติดไฟเกิดได้ยาก และช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุหม้อแปลงระเบิดในพื้นที่ชุมชน อีกทั้งยัง ย่อยสลายได้ง่ายและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม หากเกิดการรั่วไหล จึงเป็นการป้องกันเชิงรุกด้านความปลอดภัยและความยั่งยืนในพื้นที่เมืองหลวง

เสริมความมั่นคงให้เกษตรกร และผลักดันอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. กล่าวว่า โครงการ EnPAT พัฒนาขึ้นตามกลยุทธ์ของ สวทช. และมติคณะรัฐมนตรีที่ผลักดันการเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน โดยเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มไปจนถึงระบบไฟฟ้าในเมืองหลวง

ผศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวเสริมว่า ความสำเร็จนี้เป็นผลจากการบูรณาการงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และผู้ให้บริการไฟฟ้า ซึ่ง EnPAT ไม่เพียงสร้างโอกาสทางการค้า แต่ยังส่งเสริมภาคการเกษตร โดยสร้างรายได้มั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของ เกษตรกรปาล์มน้ำมันกว่า 400,000 ครัวเรือน ทั่วประเทศ

ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมพัฒนา EnPAT กล่าวปิดท้ายว่า EnPAT คือคำตอบสำคัญในการลด คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ของระบบไฟฟ้า และปัจจุบันได้ติดตั้งหม้อแปลง EnPAT ในกรุงเทพฯ ต่อเนื่องจากเครื่องแรกของประเทศที่ จ.ชลบุรี (21 มี.ค. 2567) ร่วมกับ กฟภ. และเตรียมขยายสู่ระบบผลิตไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เขื่อนสิรินธรของ กฟผ. ซึ่งความต้องการที่เริ่มต้นจากหน่วยงานรัฐนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้าง ห่วงโซ่อุปทาน ที่แข็งแกร่ง และยกระดับอุตสาหกรรมไฟฟ้าของไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก

กฟผ. ปักหมุด “ผู้นำเปลี่ยนผ่านพลังงาน” สู่ Net Zero เร่งหา LNG ถูก กดต้นทุนค่าไฟไทย

Scroll to Top