ตลาดทองคำกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อธนาคารกลางหลายประเทศที่เคยเป็นแรงซื้อหลักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จาก “ผู้ซื้อ” กลายเป็น “ผู้ขาย” โดยราคาต้นทุนทองคำแท่ง (Spot Gold) ปรับตัวลดลงราว 10% จากระดับสูงสุดเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม มาอยู่ที่ประมาณ 4,838 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ว่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงตึงเครียดก็ตาม
ทำไมธนาคารกลางถึงยอมปล่อย “สินทรัพย์ปลอดภัย” ในยามวิกฤต?
นักวิเคราะห์จาก MKS Pamp และ Standard Chartered ระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ธนาคารกลางในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ตัดสินใจเทขายทองคำ มาจากความจำเป็นด้าน “กระแสเงินสด” ท่ามกลางภาวะสงครามอิหร่านที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ดังนี้:
- พยุงค่าเงิน: การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น กดดันให้ธนาคารกลางต้องขายทองคำเพื่อนำเงินดอลลาร์มาแทรกแซงและสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงินของตนเอง
- แบกรับต้นทุนพลังงาน: ราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม ทำให้ประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานจำเป็นต้องดึงเงินจาก “กระปุกออมสินทองคำ” มาจ่ายค่าเชื้อเพลิง
- งบประมาณด้านกลาโหม: หลายประเทศจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อการป้องกันประเทศและการทหารในภาวะสงคราม
เปิดลิสต์ประเทศที่เริ่มระบายทองคำออกสู่ตลาด
แม้ข้อมูลการซื้อขายของธนาคารกลางมักจะเปิดเผยย้อนหลังหรือเก็บเป็นความลับ แต่มีสัญญาณชัดเจนจากหลายประเทศ:
- ตุรกี: เป็นผู้ขายรายใหญ่ที่สุดในปีนี้ โดยระบายทองคำออกไปถึง 131 ตันในเดือนมีนาคม เพื่อพยุงค่าเงินลีราที่อ่อนค่าทุบสถิติใหม่นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น
- รัสเซีย: ปรับลดการถือครองทองคำในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพื่อนำเงินมาอุดช่องว่างของการขาดดุลงบประมาณ
- กานา: ขายทุนสำรองทองคำเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในรูปเงินตราต่างประเทศ
- โปแลนด์: ผู้ซื้อรายใหญ่ในปี 2024-2025 เริ่มมีแนวคิดที่จะขายทองคำบางส่วนเพื่อนำเงินมาใช้ในงบประมาณด้านกลาโหม
ปรับฐานชั่วคราวหรือขาลงระยะยาว?
ผู้เชี่ยวชาญจาก World Gold Council มองว่าปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่อง “กลยุทธ์ชั่วคราว” มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างระยะยาว เพราะเป้าหมายของการถือครองทองคำคือการเป็นประกันในยามวิกฤต เมื่อวิกฤตเกิดขึ้นจริง ธนาคารกลางจึงจำเป็นต้องนำออกมาใช้ตามหน้าที่ของมัน
อย่างไรก็ตาม การเทขายของธนาคารกลางผนวกกับการที่นักลงทุนรายย่อยเริ่มถอนตัว และผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น กลายเป็นปัจจัยกดดันราคาในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าหากราคาลดลงไปมากกว่านี้ ธนาคารกลางรายใหญ่ เช่น จีน หรืออินเดีย อาจกลับเข้ามาช้อนซื้อเพื่อเก็งกำไร ซึ่งจะช่วยพยุงราคาไม่ให้ร่วงลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่
ที่มา cnbc







