ETIX เดินหน้าเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ “ETIX Bangkok #2” (BKK#2) ในย่านบางนาอย่างเป็นทางการ โดยเป็นการขยายขีดความสามารถต่อเนื่องจาก ETIX Bangkok #1 (BKK#1) เพื่อยกระดับกำลังการรองรับด้านไอที (IT Capacity) จากเดิม 5 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นอีก 20 เมกะวัตต์ รวมเป็น 25 เมกะวัตต์ มุ่งตอบโจทย์ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลขององค์กรไทย ตั้งแต่กลุ่มสถาบันการเงิน คลาวด์ ไปจนถึงการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI Inference)
หลุยส์ บลองโช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ETIX เปิดเผยว่า แนวคิดของ ETIX มาจากคำว่า “Ethical IX” ซึ่งผสาน 2 แกนหลัก คือ จริยธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Ethical) และ ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนเชื่อมต่อข้อมูล (Internet Exchange – IX) โดยการลงทุนพัฒนา BKK#2 นี้ บริษัทได้ระดมวงเงินสินเชื่อแล้วกว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างโมดูลสุดท้ายของ BKK#1 และเริ่มพัฒนาพื้นที่ BKK#2 ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกเท่าตัวเพื่อพัฒนาเต็มโครงการ โดยตั้งเป้าใช้พื้นที่ครึ่งหนึ่งของโครงการให้เต็มภายใน 2 ปีข้างหน้า ท่ามกลางดีมานด์ของตลาดที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของเสาหลักด้านสิ่งแวดล้อม (Ethical) บริษัทกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPIs) ที่เข้มงวดตามข้อตกลงของกลุ่มผู้ลงทุน โดยมุ่งเน้นการออกแบบ 4 ด้านหลัก ได้แก่
1.การประหยัดพลังงานโดยคงค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ให้ต่ำที่สุด
2.การใช้ระบบทำความเย็นที่ไม่ใช้น้ำ (Zero Water / Closed Loop) โดยไม่พึ่งพา Cooling Water Tower หรือ Adiabatic Tower เพื่อลดการสิ้นเปลืองทรัพยากรน้ำ
3.การใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเมื่อรวมพื้นที่อาคารและบริเวณโดยรอบสามารถผลิตพลังงานได้สูงสุด 10 เมกะวัตต์พีก ควบคู่กับการเตรียมทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรง (Direct PPA) ร่วมกับผู้ผลิตพลังงานชั้นนำของไทย เช่น Gulf, Banpu และ B.Grimm
4.การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อดึงพลังงานมาใช้ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Period)
นอกจากนี้ยังเลือกทำเลที่ตั้งตามผังเมืองในเขตพื้นที่สีม่วง (เขตอุตสาหกรรม) ตั้งแต่วันแรก และจับมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีอย่าง Schneider Electric เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์กำกับดูแลใหม่ของประเทศ

สำหรับเสาหลักด้านการเชื่อมต่อ BKK#2 ถูกวางตำแหน่งให้เป็น Edge Data Center และศูนย์กลางเชื่อมต่อข้อมูล (Interconnection Hub) ที่ดึงดูดผู้ให้บริการคอนเทนต์และคลาวด์แพลตฟอร์มระดับโลก รวมถึงโอเปอเรเตอร์โทรคมนาคมชั้นนำของไทย เช่น AIS, True, Symphony และ ITEL เข้ามาติดตั้งระบบและแลกเปลี่ยนทราฟฟิกข้อมูลโดยตรงภายในประเทศ
ส่งผลให้ความหน่วงในการส่งข้อมูล (Latency) ลดลง ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น ทั้งยังช่วยลดต้นทุนค่าเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างประเทศ (International Transit) ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งส่งผลดีต่ออัตราค่าบริการอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานในประเทศ
หลุยส์ ระบุเพิ่มเติมถึงกลยุทธ์ด้าน AI ว่า แคมปัส BKK#2 ออกแบบมารองรับความหนาแน่นด้านพลังงานได้สูงถึง 200 กิโลวัตต์ต่อแร็ก ซึ่งสามารถรองรับการติดตั้งชิปประมวลผล GPU ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ETIX มีนโยบายคัดกรองลูกค้าอย่างเข้มงวด โดยมุ่งเน้นรองรับกลุ่ม AI Inference ที่นำโมเดลปัญญาประดิษฐ์มาประมวลผลการใช้งานจริงสำหรับผู้บริโภคและธุรกิจในไทยหรือภูมิภาคใกล้เคียงเป็นหลัก ไม่ได้รับกลุ่ม AI Training ระดับกิกะวัตต์ที่เน้นฝึกโมเดลขนาดใหญ่และใช้ทรัพยากรไฟฟ้ามหาศาลโดยไม่มีความต้องการเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและกระจายความเสี่ยง โดยรักษาพอร์ตลูกค้าให้อยู่ในสัดส่วนที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มธนาคาร องค์กรธุรกิจ คลาวด์ และ AI Inference
ทั้งนี้ ผู้บริหาร ETIX มองว่า ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นสู่ตลาดชั้นนำ (Tier 1 Market) ด้านดาต้าเซ็นเตอร์ของเอเชียทัดเทียมสิงคโปร์และยะโฮร์ โดยสนับสนุนให้ภาครัฐมีกระบวนการคัดเลือกโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และส่งเสริมพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA ในระยะสั้น
ขณะที่ในระยะยาวระดับ 10 ปีขึ้นไป การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานขั้นสูงอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR: Small Modular Reactor) จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกขีดจำกัดด้านพลังงานของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต
–IT CITY ชี้คลื่น AI PC และ Gaming ดันยอดพุ่งเกินคาด ชวนเช็กอินงาน TECH PLAYGROUND ถึง 13 ต.ค. นี้







