วงการเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเผชิญกับสัญญาณเตือนครั้งสำคัญ เมื่อ การ์ทเนอร์ อิงก์ (Gartner) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชั้นนำ ออกโรงเตือนว่า หากผู้ให้บริการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงโหมทุ่มงบลงทุน (CAPEX) ในระดับปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมมูลค่ากว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงที่จะเผชิญภาวะ “สินทรัพย์ด้อยค่า” ภายในสิ้นปี 2573 เนื่องจากรายได้ที่สะท้อนกลับมาไม่สามารถสร้างความคุ้มค่าทางการเงินได้จริง
วิล ซอมเมอร์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ เปิดเผยว่า ผู้ให้บริการ AI เตรียมทุ่มงบโครงสร้างพื้นฐานเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ และเตรียมใส่เม็ดเงินเพิ่มอีกถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2570 ถึง 2573 อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์กลับพบว่า รายได้จากตลาดองค์กรและผู้บริโภคทั่วไปไม่เพียงพอที่จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนมหาศาลดังกล่าว
เงื่อนไขความคุ้มทุนของการ์ทเนอร์ระบุว่า เจ้าของ AI Data Center จำเป็นต้องทำรายได้สะสมให้ถึง 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อให้ครอบคลุมงบลงทุน ต้นทุนทางการเงิน และรักษาผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเพื่อการดำเนินงาน (ROIC) ขั้นต่ำที่ 12% ทว่า รายได้จริงจาก AI ที่จะไหลกลับมายังเจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์กลับคาดว่าจะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 3.6 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ให้บริการที่เป็นกลุ่ม AI Native ส่วนใหญ่ใช้โมเดลธุรกิจแบบสินทรัพย์น้อย (Asset-Light) ส่งผลให้รายได้จาก AI ไม่ถึงครึ่งหนึ่งตกมาถึงมือเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานตัวจริง
เมื่อสินทรัพย์ด้านฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานเกิดการเสื่อมราคาอย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถสร้าง ROIC ได้อย่างยั่งยืน การปรับลดมูลค่าทางบัญชี (Write-Downs) จึงกลายเป็นผลลัพธ์ที่ไม่อาจเลี่ยง โดยการ์ทเนอร์ประเมินว่าจะมีสินทรัพย์มูลค่าสูงกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดมูลค่าไปจนถึงปี 2575 ทั้งยังมองว่าระดับผลตอบแทน ROIC ที่ 12% จะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะสิ้นปี 2575 เป็นอย่างเร็วที่สุด
ความไม่สมดุลของรายได้และต้นทุนดังกล่าวกำลังส่งแรงกระแทกโดยตรงไปยังกลุ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์เฉพาะทางด้าน AI หรือ “Neocloud” แตกต่างจากผู้ให้บริการระดับไฮเปอร์สเกล (Hyperscalers) ที่มีกระแสเงินสดจากหลายธุรกิจคอยพยุงไว้ได้อีกหลายปี แต่ Neocloud ต้องพึ่งพาการทำกำไรจากระบบ AI-optimized IaaS เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด
แม้การ์ทเนอร์จะประเมินว่างบการใช้จ่ายสำหรับ AI-optimized IaaS จะเพิ่มขึ้นจาก 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2570 เป็น 1.74 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2573 ทว่าอัตราการเติบโตนี้ยังช้าเกินไปที่จะทำให้ผู้ให้บริการคืนทุนได้ทัน ก่อนที่ชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI รุ่นปัจจุบันจะหมดอายุขัยและถูกเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่
ปัจจัยด้านแรงกดดันต้นทุนที่บานปลายและการขาดโมเดลธุรกิจที่โดดเด่น ทำให้การ์ทเนอร์ฟันธงว่า ภายในปี 2573 ผู้ให้บริการ Neocloud มากกว่า 80% จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ โดยจะต้องเผชิญกับการปิดตัว การถอนตัวจากตลาด หรือการถูกบีบให้ควบรวมกิจการในที่สุด
–อีริคสัน เผยผลวิจัย ชี้คนไทยพร้อมรับ Agentic AI โตพุ่ง 52% ภายในปี 2573 แซงหน้าค่าเฉลี่ยโลก







